RSS

พระโพธิธรรม(ตั๊กม้อ)ผู้ให้กำเนิดนิกายฌาน(เซ็น)ในจีน

ปรมาจารย์ตักม้อ” นั้นเป็นชาวอินเดียครับ เล่ากันว่าเป็นโอรสของกษัตริย์อินเดียแคว้น หนึ่งทีเดียวนะครับ ก่อนที่จะบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนานั้นท่านเป็นนักรบที่เก่งกาจมาก ต่อมาไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงออกบวชเสียยังงั้นแหล่ะ บางทีท่านอาจจะได้ดวงตา เห็นธรรมหรือไม่ก็เบื่อการรบราฆ่าฟันกันเต็มทีจึงออกบวชเพื่อแสวงหาความสงบสุขทางใจบ้าง น่ายกย่องนะครับ

คำว่า “ปรมาจารย์ตักม้อ” นั้นเป็นคำเรียกในภาษาจีนครับ “ปรมะ” หรือ “ปรมา” นั้นมาจาก คำว่า “บรม” ซึ่งแปลว่า “ยิ่งใหญ่” ดังนั้นคำว่า ปรมาจารย์ตักม้อ จึงหมายถึง อาจารย์หรือครูผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งมีนามว่า “ตักม้อ” นั่นเอง คำว่าตักม้อนี้ชาวจีนเรียกเพี้ยนมาจากคำว่า “ตะโม” เพราะนามเดิมของท่านในภาษาอินเดียเรียกว่า “ตะโมภิกขุ” (ภาษาไทยเรียกท่านว่า พระโพธิธรรม) พอไปอยู่เมืองจีนจึงกลายเป็น “ตักม้อ” ไป ครั้นพอมาถึงเมืองไทยก็มีผู้เติม “ไม้ตรี” เข้าไปอีกตัวหนึ่งจึงกลายเป็น “ตั๊กม้อ” ไปด้วยประการฉะนี้ ต่อไปนี้ผมจึงขออนุญาตเรียกนามท่าน ปรมาจารย์ตักม้อในหนังสือเล่มนี้ว่า “อาจารย์ตั๊กม้อ” ก็แล้วกันนะครับ ฟังแล้วค่อยคุ้นหูเป็นสำนวนแบบไทยๆ สักหน่อย

เนื่องจากท่านอาจารย์ตั๊กม้อเป็นชาวดินเดียจึงมีผิวกายดำคล้ำและมีเส้นผมหยิกงอ ดังนั้น ภาพของท่านในสายตาของชาวจีนจึงดุร้ายน่ากลัวราวกับโจรผู้ร้ายทีเดียวเชียวละครับ ภาพการ์ตูนของผมก็เลยต้องวาดให้มีลักษณะดุดันตามไปด้วย แต่ความจริงแล้วอาจารย์ตั๊กม้อท่าน เป็นคนดีเป็นฝ่ายธรรมะครับ ถ้าไม่ดีจริงคงไม่บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาและไม่สามารถเดินทางไปเผยแพร่ธรรมะในประเทศจีนจนแพร่หลาย เป็นที่เคารพยกย่องของชาวจีนเป็น จำนวนมากมานานนับเป็นพันๆปีทีเดียว แสดงว่าคนดีนั้นไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างหน้าตาสวยงามเสมอไป คนรูปชั่วใจดีมีถมไป ส่วนคนที่รูปงามแต่จิตใจชั่วร้ายก็มีมากเหมือนกัน ต้องคอยระวังกันให้ดีก็แล้วกันนะครับ
เล่ากันว่า เมื่อท่านตั๊กม้อมาถึงเมืองจีนนั้น เป็นช่วงเวลาที่ประเทศจีนได้นับถือพุทธมหายานอย่างกว้างขวางแล้ว พระโพธิธรรมหรือพระอาจารย์ตั๊กม้อได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ซึ่งองค์ฮ่องเต้ก็ได้ตรัสถามท่านว่า

๑) พระองค์ทรงสร้างโบสถ์วิหารเป็นอันมาก ทรงมีพระบรมราชโองการให้จารึกพระไตรปิฎกแพร่หลายไปทั่วเขตแดนของพระองค์ ทรงให้ความอุปถัมภ์แก่ภิกษุ และภิกษุณีเป็นอันมาก จึงทรงมีพระประสงค์จะทราบว่า การกุศลนานาประการนี้จะให้ผลยังไง?

พระโพธิธรรมถวายพระพรว่า “ไม่มีอะไร”

๒) ถ้าเช่นนั้น หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเป็นยังไง?

พระโพธิธรรมถวายพระพรว่า “หลักธรรมของพุทธศาสนา คือ การไม่มีอะไร”

๓) ถ้าเช่นนั้น ตัวพระโพธิธรรมเองที่มาอยู่ตรงหน้าองค์ฮ่องเต้เวลานี้ คืออะไร?

พระโพธิธรรมถวายพระพรว่า “ไม่มีอะไรเหมือนกัน”

บางตำนานกล่าวว่า องค์ฮ่องเต้ไม่เข้าใจคำตอบของท่านตั๊กม้อเลยค่ะ แต่บางตำนานก็กล่าวว่า องค์ฮ่องเต้ทรงเลื่อมใสมาก จึงทำให้เกิดหลักในลัทธิมหายานจีนขึ้นอีกหลักหนึ่ง คือ สุญญตา คือ การไม่มีอะไร

ข้อนี้พระโพธิธรรมอธิบายว่า ข้อธรรมสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ สูญ หรือ ไม่มีอะไรเลย หมายถึง การทำจิตให้พ้นจากความปรารถนาทั้งปวง จนไม่มีความต้องการสิ่งใดเหลืออยู่ในดวงจิต

การทำบุญตราบใดที่ยังหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ตน ก็ไม่ใช่บุญแท้ องค์ฮ่องเต้ทรงสร้างวัดมากมาย สร้างพระไตรปิฎก บำรุงภิกษุภิกษุณี การทำบุญมากถึงเพียงนี้แต่ยังหวังผลสำหรับพระองค์เอง ย่อมไม่ใช่บุญแท้ ถ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะให้เป็นบุญแท้ ก็ต้องไม่ทรงหวังผลตอบแทนใดๆ แก่พระองค์เอง

ดังนั้น ที่ท่านตั้๊กม้อตอบคำถามแรกขององค์ฮ่องเต้ว่า ไม่มีอะไร หรือ ไม่มีผลอะไร ก็เพื่อให้การบำเพ็ญบุญขององค์ฮ่องเต้ได้ผลสูงสุดนั่นเองค่ะ

ทางญี่ปุ่นนับถือองค์พระโพธิธรรมหรือปรมาจารย์ตั๊กม้อมาก เรียกกันว่า ดารูมะ หรือ Daruma และเป็นเหตุให้เกิดตุ๊กตาล้มลุกแบบที่คนสมัยนี้เอามาทำเป็นตุ๊กตาของเล่น หรือเป็นของนำโชค แต่สมัยก่อนเค้าทำเป็นปริศนาธรรมค่ะ หมายถึงให้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ผู้ประพฤติธรรมนั้นไม่มีวันล่มจม เปรียบเสมือนตุ๊กตาที่ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมาเองได้

เพื่อนชาวญี่ปุ่น ซึ่งเคยบวชเป็นมิโกะอยู่ในเทวสถานพระแม่ไดเบนไซเทนบอกว่า คำว่า ดารูมะ ในความคิดของคนญี่ปุ่นนั้น นอกจากจะหมายถึงพระอาจารย์ตั๊กม้อแล้ว ยังหมายถึง ธรรมะ อีกด้วย เพราะคำว่า Dharma ในภาษาสันสกฤต ญี่ปุ่นก็ออกเสียงว่า ดารูมะ เหมือนกันค่ะ

เรื่องราวของอาจารย์ตั๊กม้อที่เด่นดังเป็นที่รู้จักกันทั่วไปมีอยู่มากมายหลายเรื่องผมจะขอเล่า ให้ฟังสักสองสามเรื่องนะครับ แต่ถ้าท่านผู้อ่านอยากจะทราบเรื่องราวให้มากไปกว่าที่ผมเล่าก็ต้องไปค้นคว้าหาอ่านเพิ่มเติมกันเองครับ เรื่องแรกซึ่งเล่าขานเกี่ยวกับความเก่งกล้าสามารถ ของอาจารย์ตั๊กม้อนั้นคือในสมัยแรกที่ท่านเดินทางจากประเทศอินเดียไปยังประเทศจีนนั้นมีอยู่ ตอนหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องเดินทางข้ามลำน้ำแต่ไม่สามารถจะหาเรือนั่งข้ามไปได้ ท่านอาจารย์ตั๊ก ม้อจึงแสดงอภินิหารข้ามลำน้ำด้วยวิธีอันน่าตื่นเต้นพิสดารคือ ท่านหักต้นอ้อท่อนหนึ่งโยนลง ไปในน้ำแล้วโดดลงไปยืนเหยียบอยู่บนต้นอ้อต้นนั้นอาศัยเป็นเรือพาท่านลอยข้ามลำน้ำไปขึ้นยังอีกฝั่งหนึ่งอย่างสบายอารมณ์ ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างพากันแตกตื่นเลื่อมใสในความ สามารถของท่านและเล่าขานเรื่องนี้สืบต่อๆกันมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องที่สองคือ เมื่อท่านเดินทางไปถึงประเทศจีนใหม่ๆ ชาวจีนที่นับถือพุทธศาสนาในขณะ นั้นยังไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงหลักธรรมที่แท้จริง ต่างแบ่งแยกกันออกเป็นนิกายต่างๆมากมายและปฏิบัติธรรมผิดออกไปจากคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้า เมื่อเห็นท่านเป็นพระที่เดินทางมาจาก อินเดียซึ่งเป็นแดนพุทธภูมิจึงพากันมาตั้งคำถามและลองภูมิท่านจนรู้สึกรำคาญ ท่านอาจารย์ตั๊กม้อคงอิดหนาระอาใจมากจึงนั่งสมาธิหันหน้าเข้าหาผนังหินในถ้ำไม่ยอมพูดจากับใครเป็นเวลานานถึง 9 ปี เล่นเอาพวกที่ชอบไปอวดรู้ลองภูมิพากันหลบฉากหนีหน้าไปเพราะแตกตื่นในวิธีการนั่งสมาธิแบบพิสดารของพระจากเมืองอินเดีย ส่วนคนที่เลื่อมใสก็พากันเข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์เรียนธรรมะกับท่านจนกลายเป็นหลวงจีนวัดเส้าหลินอันมีชื่อเสียงโด่งดังสืบต่อๆกันมานั่นแหล่ะครับ

เรื่องที่สามเป็นเรื่องที่ท่านอาจารย์ตั๊กม้อใช้วิทยายุทธปราบคนพาลอภิบาลคนดีจนมีคนเคารพเลื่อมใสมากมายทั่วไปในเมืองจีน คือตอนที่ท่านเดินทางธุดงค์จาริกไปทั่วเมืองจีนนั้นได้ช่วยเหลือปราบปรามโจรผู้ร้ายที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านด้วยวิชาการต่อสู้อันแปลกพิสดารที่ท่านได้เรียนรู้ไปจากอินเดีย นอกจากนั้นท่านยังได้รวบรวมบันทึกเคล็ดวิชาในการฝึกการต่อสู้อันสุดแสนจะพิสดารต่างๆรวมเข้าไว้เป็นคัมภีร์เล่มหนึ่ง เรียกว่า “คัมภีร์เก้าอิมจินเก็ง”

คัมภีร์เล่มนี้แบ่งออกเป็น 2 ท่อน ท่อนแรกเรียกว่า “คัมภีร์ท่อนบน” บันทึกวิชาฝึกความแข็งแรงของร่างกาย (ฝึกโยคะ) และการต่อสู้ไว้ 72 กระบวนท่า ท่อนที่สองเรียกว่า “คัมภีร์ท่อนล่าง” บันทึกเคล็ดวิชาต้องห้าม (วิชามาร) เอาไว้ 36 ประบวนท่า เคล็ดวิชามารเหล่านี้เป็นแนวทางการ ฝึกวิทยายุทธของคนที่:)มโหดชั่วร้ายซึ่งพ่ายแพ้แก่ฝีมือของท่าน อาจารย์ตั๊กม้อจึงยึดเอามารวมไว้เป็นคัมภีร์ท่อนล่างและกำหนดให้เป็น ”วิชาต้องห้าม” คือห้ามมิให้ฝึกเนื่องจากวิธีการฝึกนั้นผิดทั้งครรลองคลองธรรมและผิดศีลธรรมจึงเก็บซ่อนคัมภีร์ท่อนล่างไว้อย่างมิดชิด ภายหลังจากท่านอาจารย์ตั๊กม้อมรณภาพไปแล้วได้มีผู้ลอก
พระโพธิธรรม พระสังฆปรินายกองค์ที่ 1 ของจีน
“พระโพธิธรรม” เดิมเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 3 ของพระเจ้าแผ่นดิน แคว้นคันธารราช ประเทศอินเดีย
ตั้งแต่พระชนอายุยังเยาว์ ทรงปราดเปรื่องและแตกฉานในคัมภีร์ของทุกๆศาสนา ตลอดจนวรรณคดีอักษรศาสตร์โบราณ นับเป็นปราชญ์เอกแห่งยุค
เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ พระองค์สามารถนั่งฌานสมาบัติชั้นสูง อยู่เบื้องพระบรมศพของพระบิดานานตลอดถึง 7 วัน หลังจากนั้น จึงไปศึกษาแสวงธรรมอยู่กับพระปรัชญาตาระเถระ ผู้เป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่ 27
พระปรัชญาตาระเถระ ได้หยิบลูกแก้วยกขึ้นให้ท่านโพธิธรรมดูเป็นปริศนา ในทันใดนั้น ท่านก็บังเกิดความสว่างไสวรู้แจ้งแทงตลอดถึงธรรมที่ตนเคยสงสัยมาทั้งหมด กระทั่งสามารถตอบปัญหาธรรมได้หมด เมื่อบรรลุธรรมแล้วจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
พระปรัชญาตาระเถระ เห็นถึงปัญญาบารมีอันสูงล้ำของพระโพธิธรรม จึงได้เรียกประชุมคณะสงฆ์และประกาศว่า
“พระโพธิธรรม ได้บรรลุธรรมสมบูรณ์ดีแล้ว ฉันจะมอบบาตร จีวร สังฆาฏิ และถ่ายทอดธรรมทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ท่านเป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่ 28 ต่อจากฉันไปเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา
ต่อจากนี้ไป เป็นสิทธิหน้าที่ของท่านที่จะทำให้วิถีธรรมนี้แพร่หลายไปทั่วทุกหนทุกแห่งในโลก และจงเลือกศิษย์ที่บรรลุธรรมตลอดจนมีความรู้ในธรรมที่ มั่นคงดีแล้ว เป็นผู้รับสืบทอด บาตรจีวร สังฆาฏิ และวิถีธรรมตรงนี้อย่างระมัดระวัง อย่าให้ขาดตอนลงไปได้
ท่านมีบุญญลักษณะ บารมีดีพร้อม และอายุยืนยาวมากกว่าพระสังฆปรินายกองค์ใดๆ หลังจากที่ฉันดับขันธ์ไปแล้วเป็นเวลา 67 ปี แผ่นดินนี้จะเกิดภัยสงครามใหญ่อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ท่านจึงควรนำวิถีธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เผยแพร่ไปสู่ประเทศจีนเถิด” ในสำเนียงจีนเรียก พระโพธิธรรมว่า “ตั๊กม้อ”
ท่านได้เดินทางไปยังเมืองจินหลิงในสมัยของกษัตริย์เหลียงอู่ตี้ เพื่อเผยแพร่พระธรรม แต่ไม่ได้ผลดี จึงเดินทางไปยังทิศตะวันออกไปถึงแคว้นเว่ย และได้ไปถึงวัดเสี้ยวลิ้มที่เขาซงซัว เห็นว่าเป็นที่สงบและเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร จึงได้พำนักอยู่ที่วัดนี้ ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อได้นั่งหันหน้าเข้าผนังถ้ำบนเขา เข้าฌาณเป็นเวลา 9 ปี ภายหลังได้ถ่ายทอดธรรมะให้แก่มหาสมณะฮุ่ยเข่อ ซึ่งเป็นศิษย์

วรยุทธของวัดเส้าหลิน

มีห้าวิชาที่ถือว่าเป็นยอดวิชาหมัดมวย ห้าวิชานี้มี มวยมังกร-ใช้ฝึกจิตฝึกสติ , มวยพยัคฆ์-ใช้ในการฝึกระดูก , มวยเสือดาว-ใช้ฝึกพลัง , มวยงู-ใช้ฝึกพลังปราณ (ชี่) , มวยกระเรียน-ใช้ฝึกเจ็ง (ในทางการแพทย์จีน ในร่างกายคนเรามีสารสำคัญอยู่ในร่างกายที่เรียกว่าสารจำเป็น)
วิชามวยทั้งห้าชนิดนี้ ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาถ่ายทอดให้กับพระในวัด
วิชานี้ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหลียง โดยท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อเป็นผู้คิดค้นขึ้น ท่านตั๊กม้อ เมื่อมาอยู่ที่วัดเสี้ยวลิ้มได้เห็นเหล่าพระเณรขาดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า มีอาการง่วงเหงาหาวนอน เวลาฟังท่านบรรยายธรรมก็ไม่มีสมาธิ ท่านจึงได้คิดค้นวิธีการบริหารแก่เหล่าพระเณรในวัด ซึ่งมีทั้งหมด 18 ท่า

ท่านตั๊กม้อได้รจนาคัมภีร์ขึ้นสองฉบับ
หนึ่งคือ ซือชวยเก็ง (คัมภีร์ล้างไขกระดูก) ได้ถ่ายทอดคัมภีร์นี้ให้แก่ท่านฮุ่ยเข่อ ไม่ได้ถ่ายทอดแก่คนทั่วไปคัมภีร์นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฝึกตามวิถีทางก่อนกำเนิด (เซียนเทียน)
อีกฉบับหนึ่งคือ เอ็กกึงเก็ง(คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น) ได้ถ่ายทอดให้แก่เหล่าศิษย์ในวัดเสี้ยวลิ้ม และได้มีการถ่ายทอดเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน อี้จินจิงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการฝึกฝนกระดูกและเส้นเอ็นให้แข็งแรงเป็นการฝึกตามวิถีทางหลังกำเนิด (โฮ่วเทียน)

ที่มา ขอขอบคุณ http://buddhakhun.org/main//index.php?topic=10596.0

 

 

 

One response to “พระโพธิธรรม(ตั๊กม้อ)ผู้ให้กำเนิดนิกายฌาน(เซ็น)ในจีน

  1. song hasoon

    กรกฎาคม 9, 2016 at 8:49 pm

    คนแสดงออกเสมอซึ่งความไร้ตัวตน จึงคือพุทธะพระเจ้าอยู่เองอยู่แล้ว
    .โครงสร้างอะตอมของนีลล์บอร์ อะตอมซึ่งมีนิวเคลียสตรงกลางและมีอิเล็กตรอนเคลื่อนที่รอบๆเสมอ อะตอม ณ จุดอิเล็กตรอนอยู่ล่าสุด ก็มีคุณลักษณะไม่เหมือนกับ ณ จุดอิเล็กตรอนอยู่ก่อนหน้านี้ หรือทุกการวิ่งวนคุณลักษณะอะตอมและทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอด สื่อถึงการไม่มีตัวตนหรือมีก็ชั่วครู่สั้นมากๆ แสดงออกซึ่งไตรลักษณ์ อิทัปปัจจยตา จิตเดิมแท้(เว่ยหล่าง) ทุกสิ่งปรากฏได้เนื่องจากความไม่มีตัวตนเปลี่ยนหรือว่าง
    .ร่างคน มีระบบอวัยวะ อวัยวะ เนื้อเยื่อ เซล โมเลกุล เส้นประสาทรับรู้/สั่งการ เล็กสุดคืออะตอมทั้งหลาย ด้วยคุณลักษณะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปรากฏการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย การย่อยสลาย ร่างกายตายอยู่ทุกขณะที่ผ่านมา หากว่ามีตัวตนในสรรพสิ่ง กริยานี้.พัฒนา เสริม สร้าง ก่อ สลาย รักษา ไป มา ล้าง. ย่อมสร้างตัวตนใหม่ไปเรื่อยที่ไม่ใช่ตัวตนเดิม…..และนั่นคือความไม่มีตัวตนหรือเปลี่ยนหรือว่าง
    .จิตใจมีร่างกายเป็นตัวรับรู้ตัวคิดจำคำนวณและตัวแสดง ความรู้สึกนึกคิด เปลี่ยนแปลงเสมอ มีทั้ง โกรธ ขัดเคือง ชัง ชอบ เศร้า รัก ฯ เปลี่ยนทุกครั้งที่ทวารต่างๆสัมผัสสรรพสิ่งรวมทั้งความจำ ความทรงจำ คือสิ่งที่หลงเหลือแห่งอดีต เป็นลูกหลานของสิ่งที่ไม่มีตัวตน ซึ่งก็ไม่มีตัวตนเช่นกัน ถึงแม้ว่าการปรากฏจะเคยเกิดขึ้น แต่ ณ ที่นี่เดี๋ยวนี้หามีไม่ เป็นสิ่งหลอกล่อ เป็นมายา เป็นครูชั้นดี สลายได้รู้ทันได้ด้วยเห็นตามความเป็นจริง การปรุงแต่งการรับรู้ กายและใจ ผ่านสิ่งใดก็หมายว่าปัจจุบัน แม้ว่าแท้จริงแล้วทุกสิ่งคืออดีตแห่งอดีต
    .สรรพสิ่ง ร่างกาย จิตใจ เปลี่ยนแปลงเป็นนิจ เปลี่ยนอยู่เสมอ เปลี่ยนตลอดเวลา …เปลี่ยนเปลี่ยนเปลี่ยนเปลี่ยนเปลี่ยนเปลี่ยนเปลี่ยน…มีแต่การเปลี่ยนเท่านั้น เป็นอยู่อย่างนั้น เป็นของบริสุทธิดั้งเดิมไม่อยู่ภายใต้อำนาจของอะไร เป็นของบริสุทธิ์อย่างบริสุทธิ์แท้จริง เป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้อำนาจความต้องเป็นอยู่หรือภายใต้ความดับสูญอย่างอิสระแท้จริง เป็นสิ่งที่มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวมันเองอย่างสมบูรณ์แท้จริง เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการเปลี่ยนแปลงอย่างนอกเหนือแท้จริง อันคือ สภาวะถาวร อมตะ อนันต์ นิรันดร ว่าง เหมือนมีแต่ไม่มีตัว พระพุทธเจ้า พระเจ้า

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: